ซ้อมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ครั้งแรกในพื้นที่จริง

ซ้อมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ครั้งแรกในพื้นที่จริง เตรียมความพร้อมซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ขบวนที่1-3 ก่อนซ้อมอีกสองครั้ง 15 และ 21 ต.ค.นี้

ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง คณะกรรมการอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้จัดการซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ครั้งที่ 3 แต่เป็นการซ้อมครั้งแรกในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นการซ้อมริ้วขบวนที่ 1-3 จากทั้งหมด 6 ริ้วขบวน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยมีทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ กำลังพลจากกรมสรรพวุธ และกองทัพภาคที่ 1 จำนวนกว่า  3,000 นาย พร้อมด้วยราชนิกูล ข้าราชบริพาร และผู้ถวายงานเข้าร่วมในการซ้อมใหญ่ในครั้งนี้ด้วย 

เมื่อเวลา 07.30 น. เจ้าพนักงานเปลื้องพระลองออกจากพระโกศทองใหญ่ แล้วอัญเชิญพระลองลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน ซึ่งเป็นพระราชยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทอง มีพนักโดยรอบ 3 ด้าน และมีคานหาม3 คาน จากนั้นเจ้าพนักงานประกอบพระบรมโกศ และในเวลา 07.49 น. อัญเชิญพระบรมโกศ ออกทางประตูสรีสุนทร ซึ่งเป็นประตูชั้นในและประตูเทวาภิรมย์ เพื่อตั้งริ้วขบวนบนถนนมหาราช โดยมี รศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์  เป็นผู้ประคองพระบรมโกศ จากนั้นเจ้าพนักงานอัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรกางกั้นพระบรมโกศ ต่อมา ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้นไปประคองพระบรมโกศบนพระยานมาศสามลำคาน เจ้าพนักงานรัวกลับเป็นสัญญาณเตรียมเคลื่อนขบวนครบ 3 ครั้ง ตีกลองมโหรทึก ริ้วขบวนเริ่มเคลื่อนตามจังหวะเสียงกลอง ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังวงเวียนหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ถนนสนามไชย ระยะทาง 817 ม. รวมกำลังพลจำนวน 965 นาย ซึ่งริ้วขบวนที่1 ประกอบด้วยเสลี่ยงพระนำทหารกองเกียรติยศ เครื่องราชอิสริยยศ  ทหารม้านำ 2 ม้า ทหารม้าตาม 4 ม้า และข้าราชบริพาร 

จากนั้น เวลา 08.43 น. ริ้วขบวนที่1 เคลื่อนมารวมกับริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งตั้งรออยู่บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เชิญพระโกศทองใหญ่เทียบเกรินบันไดนาค ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ หมายเลข 9780 เป็นราชรถทรงบุษบกทำด้วยไม้แกะสลักทั้งองค์ลงรักปิดทองประดับกระจกมีเกรินลดหลั่นกัน 5 ชั้น ที่จอดอยู่บริเวณโรงเรียนกรมการรักษาดินแดน 
ต่อมาเวลา 09.28 น. เริ่มเคลื่อนพระมหาพิชัยราชรถ  และราชรถพระนำ โดยมี พล.ต.อเนก กล่อมจิตร เป็นผู้กำกับพระมหาพิชัยราชรถ และ พ.อ.พสิษฐ์ ภูวัตณัฐสิทธิ เป็นผู้ควบคุมฉุดชากราชรถ และพ.ท.สวรจน์ สุภเวชย์ เป็นผู้ควบคุมฉุดชักหลัง มีผู้ร่วมขบวนมากกว่า 4,000 คน และจะใช้จังหวะการเดินแบบเดินเปลี่ยนเท้า ประกอบบทเพลงพญาโศก โดยมี ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้อัญเชิญเครื่องทองน้อย ข้าราชบริพารในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้อัญเชิญเครื่องราชอิสริยยศ และเครื่องราชูปโภค และเหล่าราชสกุลซึ่งประกอบด้วยหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวง ตามลำดับ ซึ่งในริ้วขบวนที่2 มีหม่อมเจ้า 4 พระองค์ ได้แก่ พล.ท.ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล, ร.อ.ม.จ.นวพรรษ์ ยุคล, ม.จ.หญิงศรีสว่างวงศ์ ยุคล (บุญจิตราดุลย์) และท่านหญิงนภดลเฉลิมศรี โดยใช้รูปแบบเดินเปลี่ยนเท้าประกอบเพลงพญาโศกไปตามถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง และศาลฎีกา ก่อนเข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 890 ม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.

เมื่อเข้าสู่ถนนท้องสนามหลวงฝั่งหน้าศาลฏีกา เหล่าขบวนทหารขบวนพระราชอิสริยยศ เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถ โดยเกรินบันไดนาคประดิษฐานพระบรมโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ที่ได้จัดสร้างขึ้นใหม่ เพื่อตั้งริ้วขบวนที่ 3 ในราชวัติพระเมรุมาศอัญเชิญพระโกศพระบรมศพ โดยราชรถปืนใหญ่เวียนรอบพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ คือการเวียนซ้าย 3 รอบ เป็นระยะทาง 260 ม. ต่อรอบ เดินตามจังหวะเสียงกลอง โดยการเดินปกติ มีกำลังพลจำนวน 781 นาย จากนั้นเทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน ประกอบพระโกศจันทน์ บนพระเมรุมาศเป็นอันเสร็จพิธีอัญเชิญพระบรมศพออกสู่พระเมรุมาศ  

ทั้งนี้จะมีการซ้อมย่อยครั้งที่ 4 ในวันที่ 15 ต.ค.60 ในพื้นที่จริงอีกครั้ง โดยจะเป็นการซ้อมริ้วขบวนที่ 1-5 และในวันที่ 22 ต.ค. พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ จะทรงมาร่วมซ้อมริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นริ้วขบวนกองทหารม้าเชิญพระบรมราชสรีรางคาร จากพระศรีรัตนเจดีย์ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และขบวนกองทหารม้าเชิญพระบรมราชสรีรางคารจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
  
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการซ้อมย่อยริ้วขบวนครั้งนี้ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศได้ แต่ต้องผ่านจุดคัดกรองตามจุดต่างๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งมี 3 จุด ได้แก่ จุดคัดกรองบริเวณท่าช้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูจุดคัดกรองตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยมีประชาชนล้วนแต่งกายชุดสีดำสุภาพมารอกันเป็นจำนวนมาก ก่อนผ่านจุดคัดกรองและจับจองพื้นที่ ยังบริเวณถนนมหาราช ถนนสนามไชย และถนนราชดำเนินใน ซึ่งประชาชนต่างถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่9 ไว้แนบอกด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งเตรียมนำเสื่อ ร่ม และน้ำดื่มติดตัวมาด้วย เพื่อต้องการชมความงดงามอย่างสมพระเกียรติของริ้วขบวนและร่วมกันถวายความจงรักภักดี ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย  พร้อมมี และอากาศร้อนในช่วงสายกระทั่งเสร็จสิ้นการซ้อมริ้วขบวน 

ด้าน น.ส.อภิรมฤดี บุปผาวัลย์ อายุ 35 ปี ชาวระยอง เผยว่า ตัวเองพร้อมด้วยแม่และหลานสาวเดินทางจากระยองตั้งแต่เวลา 03.00 น. โดยขับรถส่วนตัวมาจอดที่วัดชนะสงคราม ก่อนเดินเข้าสนามหลวงทางจุดคัดกรองด้านโรงแรมรัตนโกสินทร์ในเวลา 06.30 น. เพื่อชมการซ้อมริ้วขบวนพระบรมศพในวันนี้ ซึ่งน่าจะเป็นครั้งที่สามารถเข้ามาชมได้สะดวกที่สุด เนื่องจากแม่ขาไม่ค่อยดีต้องนั่งวีลแชร์ หากมาชมการซ้อมครั้งต่อ ๆ ไปคงเข้ามาไม่ทันเพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้ามาในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ พาหลานสาวอายุ 8 ขวบมาร่วมบันทึกภาพและความทรงจำด้วย เพราะน่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้มาร่วมชมริ้วขบวนพระบรมแบบนี้ ต่อไปในอนาคตจะได้มีรูปเก็บไว้ดู และเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 จะได้ซาบซึ้งมากยิ่งขึ้น โดยนอกจากพามาร่วมชมการซ้อมริ้วขบวนในครั้งนี้ ยังเคยพาหลานสาวมากราบพระบรมศพ ร่วมกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แบะเป็นจิตอาสาเก็บขยะ เพื่อให้หลานได้ซึมซับภาพความทรงจำเหล่านี้เก็บไว้

“ส่วนตัวเคยมีโอกาสมากราบพระบรมศพครั้งหนึ่งแล้ว แต่พอเห็นริ้วขบวนพระบรมศพก็รู้สึกคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 น้ำตาจะไหล เพราะที่ผ่านมาเห็นพระองค์ทรงงานหนักโดยไม่ได้คิดถึงพระองค์เอง แต่ทรงทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติมาโดยตลอด สมัยอยู่ชั้นประถมศึกษาเคยมีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จที่จ.ระยองครั้งหนึ่ง แม้ว่าจำไม่ได้แล้วว่าเสด็จฯมาเนื่องด้วยเหตุการณ์อะไร แต่ภาพความทรงจำในวันยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจตราบจนทุกวันนี้ ส่วนตัวทำธุรกิจก็ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ไม่มุ่งเน้นแต่กำไร รู้จักเห็นอกเห็นใจแบ่งปันลูกน้อง ไม่คิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น ที่มาร่วมชมการซ้อมริ้วขบวนในวันนี้ไม่หวังอะไรมาก เพียงแต่อยากเก็บไว้เป็นความทรงจำถึงในหลวง รัชกาลที่ 9” น.ส.อภิรมฤดี กล่าว.

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์